วันนี้ (7 ม.ค.2551) ที่โรงแรมรอยัล ปริ๊นเซส ถนนหลานหลวง กรุงเทพฯ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดการประชุมสัมมนา เรื่อง ยุทธศาสตร์ความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อเป็นเวทีสำหรับการระดมความคิดจากนักวิชาการสาขาต่าง ๆ ในการกำหนดประเด็น โอกาสของภาวะเสี่ยง และผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของมนุษย์ รวมทั้ง ร่วมกันหามาตรการปกป้อง คุ้มครองประชาชนจากภัยคุกคามเหล่านั้น โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ สื่อมวลชน และผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ องค์การเอกชน เข้าร่วมการประชุม
นางกานดา วัชราภัย รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดเผยว่า รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับหลักการความมั่นคงของมนุษย์ โดยเข้าร่วมเป็นภาคีเครือข่ายความมั่นคงของมนุษย์ (Human Security Network : HSN) ตั้งแต่ พ.ศ.2542 และจัดตั้งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขึ้น ใน พ.ศ.2545 ซึ่งมีชื่อความมั่นคงของมนุษย์ โดยในชั้นต้นกระทรวงฯ ได้นำมุมมองเรื่องความปลอดภัยจากการถูกคุกคาม และการคุ้มครองจากภัยคุกคาม ซึ่ง UNDP ได้เสนอตัวชี้วัดไว้ 7 ประการ มาทำการศึกษาวิจัย เพื่อจัดทำมาตรฐานและตัวชี้วัดความมั่นคงของมนุษย์ โดยกำหนดตัวชี้วัดไว้ 10 มิติ คือ มิติที่อยู่อาศัย สุขภาพอนามัย การศึกษา การมีงานทำและรายได้ ความมั่นคงส่วนบุคคล ครอบครัว การสนับสนุนทางสังคม สังคม-วัฒนธรรม สิทธิและความเป็นธรรม และมิติการเมืองและธรรมาภิบาล ซึ่งในระยะต่อมา มุมมองความมั่นคงของมนุษย์ได้รับความสนใจมากขึ้นจากนักวิชาการสาขาต่าง ๆ องค์กรเอกชน สื่อมวลชน และองค์การภาคประชาชน ในกรอบของสิทธิมนุษยชน การพัฒนาที่ยั่งยืน หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การพึ่งตนเอง ชีวิตที่เป็นสุข ความมั่นคงทางจิตใจ สันติและพึ่งพากันและกันในระบบทุนนิยม ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าภายใต้สภาวะแวดล้อมใหม่ล้วนได้รับผลกระทบของโลกาภิวัฒน์ ในรูปของภาวะเสี่ยงที่ต้องเผชิญ และภัยคุกคามที่เกี่ยวข้องกับความอยู่รอดของปัจเจกบุคคล ครอบครัว ชุมชน และความเป็นมนุษย์หลายด้าน เช่น ด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชน ความขัดแย้งจากการใช้ประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ด้านอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งในเรื่องยาเสพติด การค้ามนุษย์ การลักลอบเข้าเมือง ภาวะโรคระบาดทั้งในคนและสัตว์ พฤติกรรมการบริโภค ด้านวัฒนธรรม เป็นต้น
นางกานดา กล่าวต่อว่า การประชุมในวันนี้ นับเป็นก้าวแรกและก้าวสำคัญในการกำหนดยุทธศาสตร์ความมั่นคงของมนุษย์ ใน 2 ประการ คือ ประการแรก เป็นการสร้างความชัดเจนในประเด็นที่ท้าทายต่อความมั่นคงของามนุษย์ ในช่วง 4 ปีข้างหน้า และผลจากการทำงานร่วมกันจะเป็นเสมือนข้อมูลที่จุดประกายให้กับประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ได้ตระหนักถึงสถานการณ์ความเสี่ยง หรือภัยคุกคาม และร่วมกันพิจารณาหาหนทางที่จะจัดการกับภาวะเหล่านั้น ในบริบทของสังคมไทยร่วมกัน ประการที่สอง กระทรวงฯ จะใช้กระบวนการจัดทำยุทธศาสตร์ในรูปของการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Governance) ด้วยการเป็นหุ้นส่วนในเรื่องความมั่นคงของมนุษย์อย่างครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการคิด การตัดสินใจ การดำเนินงาน และการประเมินผลร่วมกัน โดยมีกระบวนการที่สำคัญ คือ กระทรวงฯ จะนำผลการประชุมในวันนี้ไปหารือกับภาคประชาชน และองค์กรภาคส่วนต่าง ๆ ในพื้นที่ทั้ง 18 กลุ่มจังหวัด จากนั้น จะนำข้อพิจารณาทั้งหมดมาพิจารณาร่วมกันอีกครั้ง เพื่อความรอบคอบ และชัดเจนที่สุด ก่อนยกร่างเป็นยุทธศาสตร์ความมั่นคงของมนุษย์ ที่ทุกฝ่ายยอมรับและร่วมมือกันขับเคลื่อน และประเมินผลความก้าวหน้าร่วมกันต่อไป
"ถึงเวลาแล้ว ที่ความมั่นคงของมนุษย์ มิใช่เป็นเพียงประเด็น หรือความหมายที่กำหนดขึ้นโดยภาครัฐ แต่เป็นความเห็นพ้องต้องกันของทุกภาคส่วนในเงื่อนไข และสถานการณ์ที่เราทุกคนจะต้องเผชิญและร่วมกันจัดการภัยคุกคามที่เป็นภาวะเสี่ยงต่อความมั่นคงของครอบครัว ชุมชน และของมนุษย์โดยรวม" นางกานดา กล่าว
----------------------------------------------