พม. แก้ไขเขตพื้นที่นิคมสร้างตนเอง ในท้องที่ อ.ท่าปลา - อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ เร่งช่วย ปชช. แก้ปัญหาที่ดินทับซ้อน ยืดเยื้อเกือบ 50 ปี
เนฐิดา พันธ์ชูเพชร /
28/01/2569 /
2432 /
พิมพ์หน้านี้ /
0
ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวานนี้ (27 มกราคม 2569) ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ได้เสนอเรื่องร่างพระราชกฤษฎีกาปรับปรุงแนวเขตที่ดินในการจัดตั้งนิคมสร้างตนเอง ในท้องที่อำเภอท่าปลา และอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ (ฉบับที่ ...) พ.ศ. .... ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวตามที่กระทรวง พม. เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
นายอัครา กล่าวว่า เนื่องจากปัญหาที่ดินทำกินในพื้นที่นิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน จังหวัดอุตรดิตถ์ บางส่วน (เป็นกลุ่มราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนสิริกิติ์) ซึ่งมีแนวเขตทับซ้อนกับเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และเขตอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ทำให้สมาชิกนิคมสร้างตนเองไม่สามารถนำหนังสือแสดงการทำประโยชน์ หรือ น.ค.3 ไปขอออกโฉนดที่ดินได้ ต่อมาสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) ได้ประสานความร่วมมือกับทุกหน่วยงานในพื้นที่ดังกล่าวสำรวจและปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1: 4000 (One Map) ในพื้นที่ดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว และคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 ได้เห็นชอบแนวทางการปรับปรุงแผนที่แนวเขตดังกล่าว และให้กระทรวง พม. โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) ที่รับผิดชอบกำกับดูแลนิคมสร้างตนเองทั่วประเทศ ดำเนินการแก้ไขแผนที่แนบท้ายกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับแนวทางการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐฯ รวมถึงมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2568 ให้ยกเว้นการดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องของแนวเขตการปกครองและรับรองความถูกต้องจากกรมการปกครอง เฉพาะกรณีการดำเนินการ One Map เพื่อเป็นการลดขั้นตอน ลดความซ้ำซ้อนของการดำเนินงานดังกล่าว
นายอัครา กล่าวว่า ทั้งนี้ กระทรวง พม. จึงได้ดำเนินการเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งนิคมสร้างตนเองในท้องที่อำเภอท่าปลา และอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการยกเลิกแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งนิคมสร้างตนเองในท้องที่อำเภอท่าปลา และอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ พ.ศ. 2528 และให้ใช้แผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกานี้แทน ครอบคลุมเนื้อที่นิคมสร้างตนเองลำน้ำน่านประมาณ 184,826 ไร่ (เดิมมีเนื้อที่ประมาณ 160,540 ไร่) เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐฯ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งจะทำให้แนวเขตที่ดินของรัฐบริเวณดังกล่าวมีความชัดเจนและไม่ทับซ้อนกัน รวมทั้งมีหน่วยงานรับผิดชอบ ส่งผลให้การบริการจัดการที่ดินมีประสิทธิภาพ ราษฎรได้รับการจัดสรรที่ดินตามพื้นที่เพิกถอนตามกฎกระทรวงเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติป่าลำน้ำน่านฝั่งขวาฯ รวมทั้งสามารถจัดตั้งนิคมสร้างตนเองได้ และไม่เกิดผลกระทบต่อสิทธิ์ในที่ดินของราษฎร โดยผู้ที่ได้รับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ ในเขตปฏิรูปที่ดิน หรือ ส.ป.ก.4-01 จากสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และผู้ที่ได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ หรือ น.ค.3 จากนิคมสร้างตนเองแล้ว ยังคงได้รับสิทธิตามเดิม
ในขณะที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแล้วเห็นชอบหรือไม่ขัดข้องในหลักการของร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งนิคมสร้างตนเอง ในท้องที่อำเภอท่าปลา และอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า การเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาภายหลังจากมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 มีแนวทางปฏิบัติในการดำเนินการให้สอดคล้องกับมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทั้งนี้ กระทรวง พม. ยืนยันว่าร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวไม่เป็นการจัดตั้งหน่วยงานใหม่และไม่ผูกพันกับบุคลากร งบประมาณ และสิ่งสาธารณูปโภคต่าง ๆ จึงไม่ขัดกับมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) กล่าวว่า การอนุมัติร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งนิคมสร้างตนเอง ในท้องที่อำเภอท่าปลา และอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ (ฉบับที่ ...) พ.ศ. .... นั้น นับเป็นการแก้ปัญหาข้อพิพาทและการทับซ้อนของที่ดินของรัฐกับประชาชนผู้เป็นทั้งสมาชิกนิคมสร้างตนเองและสมาชิกของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นปัญหาที่มีความยืดเยื้อมานานเกือบ 50 ปี ซึ่งนิคมสร้างตนเองได้เดินสำรวจเขตที่ดิน แล้วร่วมกันออกแบบและตกลงกันในการกำหนดเขตที่ดินใหม่ให้มีความถูกต้องชัดเจนที่สุด โดยให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางในการมีส่วนร่วมตัดสินใจ ว่า ที่ดินทับซ้อนนั้น ประชาชนมีความต้องการให้เป็นสิทธิ์ที่ดินของนิคมสร้างตนเอง หรือสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จากนั้น จึงมีการประกาศเป็นพระราชกฤษฎีกาฯ เสนอคณะรัฐมนตรี ส่งผลให้ที่ดินของนิคมสร้างตนเองขยายเพิ่มขึ้นมากกว่า 180,000 ไร่ ทั้งนี้ นิคมสร้างตนเองสามารถแก้ปัญหาข้อพิพาทและการทับซ้อนของที่ดินได้อย่างเป็นต้นแบบของนิคมสร้างตนเองอื่นทั่วประเทศ โดยกระทรวง พม. จะนำไปใช้แก้ปัญหาที่ดินทับซ้อนกับนิคมสร้างตนเองอื่นทั่วประเทศ รวมถึงหน่วยงานอื่นที่มีปัญหาลักษณะนี้ นับเป็นต้นแบบการแก้ปัญหาที่ดินทับซ้อนที่น่ายินดีอย่างยิ่งของกระทรวง พม. ที่รอคอยมานานเกือบ 50 ปี
นายกันตพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวง พม. โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) มีภารกิจสำคัญในการรับผิดชอบกำกับดูแลนิคมสร้างตนเองทั่วประเทศเพื่อยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิตที่มั่นคงสำหรับประชาชนที่เป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเอง ด้วยการจัดที่ดินให้กับสมาชิกนิคมสร้างตนเองได้มีที่อยู่อาศัย ประกอบอาชีพเป็นหลักแหล่ง และมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นของตนเอง พร้อมทั้งพัฒนาพื้นที่และสาธารณูปโภคต่างๆ อีกทั้งขับเคลื่อนโครงการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตของสมาชิกนิคมสร้างตนเองอย่างครอบคลุมทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สวัสดิการสังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะโครงการ "นิคม Next" ที่มุ่งเน้นการพัฒนาทุนมนุษย์ , พัฒนาอาชีพ สร้างรายได้ ด้วยทักษะใหม่ๆ ตรงกับความต้องการของตลาด และส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม 3 มิติ (BCG Model) นำไปสู่การสร้างความมั่นคงในชุมชนนิคมสร้างตนเองและความเข้มแข็งให้กับสมาชิกนิคมสร้างตนเอง ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน อันสอดคล้องกับนโยบาย "พม.ใกล้คุณ" ลดรายจ่าย สร้างรายได้ รีสตาร์ทชีวิต
#พมใกล้คุณ