วันนี้ (13 ก.พ. 65) เวลา 10.00 น. นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานเปิดงาน น้อมรำลึกพ่อหลวงของแผ่นดิน จัดโดยสมาคมศิษย์เก่านิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงครามพิษณุโลก ร่วมกับ สมาคมสื่อสารมวลชนพิษณุโลก และเทศกาลนครพิษณุโลก โดยมีนางพัชรี อาระยะกุล ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และคณะผู้บริหาร เข้าร่วมงาน ณ สวนเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก
นายจุติ กล่าวว่า งานน้อมรำลึกพ่อหลวงของแผ่นดิน จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการต่อพสกนิกรชาวไทย เป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อีกทั้งปลูกฝังเด็กและเยาวชนให้รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อันเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ โดยมีการจัดประกวดสิ่งของที่ระลึก แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ประกอบด้วย 1.ภาพวาดพระบรมสาทิสลักษณ์ ชนะเลิศรับโล่รางวัล จากนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมเงินรางวัล 2.ธนบัตร เหรียญ ชนะเลิศรับโล่รางวัลจากนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมเงินรางวัล และ 3.ปฏิทิน ชนะเลิศรับโล่รางวัลจากนายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมเงินรางวัล รวมทั้งรางวัลรองชนะเลิศจะได้รับใบประกาศเกียรติคุณ นอกจากนี้ ยังมีการจัดนิทรรศการภาพถ่ายและภาพวาดพระบรมสาทิสลักษณ์เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9)
นายจุติ กล่าวเพิ่มเติมว่า มีคนกล่าวไว้ว่า ถ้าไม่มีอดีตย่อมไม่มีอนาคต สถาบันพระมหากษัตริย์ได้ปกปักษ์พื้นแผ่นดินแห่งนี้ให้กับลูกหลานได้มีชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย วันนี้ กระทรวง พม. ในฐานะตัวแทนของรัฐบาล อยากบอกว่าเราระลึกอดีตและมองสู่อนาคตเสมอ สำหรับงานนิทรรศการในวันนี้มีความหมายอย่างยิ่ง เมื่อตนดูแล้วน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ซึ่งทรงงานหนัก ด้วยวิริยะ ความเพียร พระองค์ทรงสอนลูกหลานด้วยการกระทำ ว่าประโยชน์ส่วนรวม ประเทศชาติ มาก่อนประโยชน์ส่วนตนเสมอ ทั้งนี้ จากกรมประชาสงเคราะห์เดิมได้มาเป็นกระทรวง พม.ในวันนี้ จึงยกตัวอย่างได้ว่าพื้นที่แรกที่หยุดการปลูกฝิ่น ซึ่งเป็นสินค้าต้องห้ามแล้วเปลี่ยนมาเป็นการปลูกใบชาขาย จากพระปรีชาสามารถพระองค์ทรงมองการไกลว่า คนไทยอยู่ด้วยสินค้าที่ผิดกฎหมายและเป็นภัยต่อมนุษยชาติไม่ได้ นอกจากนี้ ตนอยากจะฝากไว้ว่า อาชีพเศรษฐกิจฐานราก ประชาชนจะสามารถหารายได้เสริม เพิ่มทักษะ และเพิ่มความเด่นของอัตลักษณ์ของจังหวัดพิษณุโลกและคนไทยให้มีค่ามากยิ่งขึ้น และขอฝากทุกคนไว้ว่า ประเทศไทยมีประวัติศาสตร์และมีอดีตอันยิ่งใหญ่ จงภูมิใจในความยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์ชาติไทย และหวังว่ารุ่นลูกหลานของเราจะรักษาไว้ได้สืบไป